ข่าวร้อนจากสนามยิงธนูหัวหมาก เมื่อช่วงบ่ายวันพุธที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่สร้างความตกตะลึงให้กับคณะกรรมการเตรียมจัดการแข่งขันยิงธนูชิงแชมป์โลก 2026 โดยมีการค้นพบคันธนูโบราณลึกลับถูกซ่อนไว้อย่างแนบเนียนภายใต้ฐานปักเป้าหมายหลัก เป็นคันธนูที่มีการแกะสลักลวดลายคล้ายกับเครื่องรางพื้นเมืองที่เพิ่งปรากฏในบันทึกโบราณที่ถอดความได้ไม่นาน
การค้นพบครั้งนี้เริ่มขึ้นเมื่อทีมงานซ่อมบำรุงประจำสนามกำลังดำเนินการปรับปรุงพื้นที่เพื่อรองรับการติดตั้งอุปกรณ์ใหม่สำหรับงานใหญ่ในปี 2026 ขณะรื้อถอนโครงสร้างเก่า ทีมวิศวกรได้สังเกตเห็นช่องว่างลับใต้ฐานคอนกรีต ซึ่งภายในบรรจุหีบไม้เก่าแก่ที่ดูเหมือนถูกปิดผนึกไว้หลายทศวรรษ ภายในหีบนั้นมีคันธนูที่ทำจากไม้เนื้อแข็งชนิดพิเศษ ซึ่งยังคงสภาพสมบูรณ์ผิดปกติ พร้อมกับลูกธนูอีกสามดอกที่มีหัวทำจากหินออบซิเดียน
ผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณคดีจากกรมศิลปากร ซึ่งถูกเรียกเข้ามาตรวจสอบ ได้ระบุเบื้องต้นว่าคันธนูนี้อาจมีอายุย้อนกลับไปถึงสมัยอยุธยาตอนปลาย และมีลักษณะคล้ายคลึงกับคำบรรยายในตำนานของ “โรบินฮู้ดแห่งสยาม” ซึ่งเป็นบุคคลในประวัติศาสตร์ที่เล่าขานกันว่ามีความสามารถในการใช้ธนูที่เหนือมนุษย์ การค้นพบนี้ไม่เพียงแต่เขย่าวงการนักประวัติศาสตร์ แต่ยังจุดประกายความหวังใหม่ให้กับนักธนูในการไขปริศนาเกี่ยวกับเทคนิคการยิงธนูโบราณที่อาจสาบสูญไป
คำถามที่ตามมาคือ คันธนูนี้มาอยู่ใต้สนามยิงธนูในกรุงเทพฯ ได้อย่างไร? และมีความเชื่อมโยงอะไรกับการแข่งขันระดับโลกที่กำลังจะมาถึง? ดร. วราภรณ์ สุขุมพันธ์ นักประวัติศาสตร์ชื่อดัง ให้ความเห็นว่า “นี่อาจเป็นการค้นพบครั้งสำคัญที่จะเปลี่ยนมุมมองของเราต่อประวัติศาสตร์กีฬายิงธนูในประเทศไทย และอาจเผยให้เห็นถึงความลึกลับของเทคนิคการเล็งเป้าที่แม่นยำในอดีต”
ขณะนี้ คณะกรรมการจัดการแข่งขันและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังประชุมหารืออย่างเร่งด่วนเกี่ยวกับมาตรการรักษาความปลอดภัยและการศึกษาคันธนูชิ้นนี้ รวมถึงความเหมาะสมในการจัดแสดงต่อสาธารณะ การค้นพบครั้งนี้คาดว่าจะดึงดูดความสนใจจากสื่อทั่วโลก และอาจส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อภาพลักษณ์ของการแข่งขันยิงธนูชิงแชมป์โลก 2026 ทำให้กีฬายิงธนูกลายเป็นจุดสนใจที่มากกว่าแค่การแข่งขัน แต่ยังรวมถึงประวัติศาสตร์อันน่าทึ่งที่ซ่อนอยู่
นักธนูทั่วโลกต่างจับตามองสถานการณ์นี้อย่างใกล้ชิด เพราะไม่แน่ว่า “อุปกรณ์พื้นฐาน” ที่เคยรู้จักอาจมีการตีความใหม่ และ “เทคนิคการเล็งเป้า” แบบโบราณอาจถูกนำกลับมาศึกษา ซึ่งอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในกีฬายิงธนูที่ทุกคนรู้จัก
